Mr.Setster Talk

เกร็ดความรู้

น้ำมันเครื่องรถยนต์ เลือกใช้กันอย่างไร?

โพสต์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว



เวลาที่เราพารถของเราเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คสภาพ คงจะเคยได้ยินช่างพูดถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกันอยู่แล้วนะครับ หลายๆคนมักจะให้ช่างเป็นผู้แนะนำว่าควรใช้น้ำมันเครื่องประเภทไหนดี บางคนที่มีความรู้ก็จะสามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องได้เอง ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักน้ำมันเครื่องไปพร้อมๆกันดีกว่านะครับ
Q : น้ำมันเครื่องแบ่งออกเป็นกี่ประเภท???
A: ปัจจุบันน้ำมันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. น้ำมันเครื่องธรรมดา(Synthetic) เป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม สามารถใช้งานได้ประมาณ 3,000-5,000 กม.
2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์(Semi Synthetic) เป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับน้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์ สามารถใช้งานได้ประมาณ 5,000-7,000 กม.
3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์(Fully Synthetic) เป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์จากน้ำมันปิโตรเลียม สามารถใช้งานได้ประมาณ 7,000-10,000 กม.
ดูเหมือนจะง่าย แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นี้ มาตามต่อกันเลยครับ ^^

Q : รู้ได้อย่างไร ว่าน้ำมันเครื่องชนิดไหนเหมาะกับรถยนต์ของเรา
A : สังเกตจากตัวเลขหน้าถังน้ำมัน เช่น SAE 5W-30 API SM/CF เราก็จะรู้ได้ว่า รถยนต์ของเราตอนนี้เหมาะกับน้ำมันเครื่องประเภทไหน

Q : แล้วชุดเลข SAE 5W-30 API SM/CF มันบอกอะไรเราบ้าง
A : ชุดเลขบนถังน้ำมันจะบอกถึง “เกรดของน้ำมันเครื่อง” “ค่าความหนืด” “ค่าความต้านทานการเป็นไข” และ “มาตรฐานของน้ำมันเครื่อง” โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

เกรดของน้ำมันเครื่อง Single Grad และ Multi Grad

  • น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยวหรือ Single Grad คือ น้ำมันเครื่องที่มีความค่าความหนืดเหมาะสมกับเฉพาะอุณหภูมิหนึ่งเท่านั้น รับรองโดยสถาบันเดียวคือ SAE เหมาะกับเครื่องยนต์รอบต่ำหรือเครื่องยนต์รุ่นเก่าๆ



  • ค่าความหนืด การวัดค่าความหนืดจะวัดกันที่ 100 องศาเซลเซียส ได้เป็นออกมาเป็นค่าความหนืด แทนค่าออกมาเป็นตัวเลขเรียกว่า เบอร์ของน้ำมันเครื่อง(Number) เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลเหมือนกันทั่วโลก ทุกๆสถาบันจึงได้แทนค่าความหนืด ออกมาเป็นตัวเลขในรูปของเบอร์ของน้ำมันเครื่อง เช่น 60, 50, 40, 30, 20, 10 และ 5 ค่าตัวเลขยิ่งมากยิ่งมีความหนืดมาก ตัวเลขน้อยยิ่งมีความหนืดน้อยตามลำดับ

  • ค่าความต้านทานการเป็นไข น้ำมันเครื่องในเขตเมืองหนาว จะมีการวัดต่างออกไปอีกแบบ คือการวัดความต้านทานการเป็นไข โดยวัดตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงมาจนถึงจุดเยือกแข็งตั่งแต่ 0 องศา จนถึงต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยมีตัวอักษรระบุไว้เป็นตัวอักษร W หรือ WINTER เช่น
  • 0W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
  • 5W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
  • 10W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 20 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
  • 15W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 10 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
  • 20W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง 0 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข



    • สุดท้าย คือ มาตรฐานของน้ำมันเครื่องครับ สุดท้ายแล้ว แข็งใจอ่านอีกนิดนะครับ..อึ๊บๆๆ ><

    ขออนุญาตยกตัวอย่างด้วยมาตรฐาน API เพราะมีวางขายในบ้านเรากว่า 80% นะครับ

    • มาตรฐาน API สำหรับน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน จะมีอักษรนำหน้าว่า S (Service Stations Classifications) เริ่มจาก SA เป็นมาตรฐานน้ำมันเครื่องรุ่นเก่าๆสมัยแรกๆ ต่อมาได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนมาตรฐานให้สูงมากขึ้นตามเทคโนโลยี่จนปัจจุบัน SM ถือว่าเป็นมาตรฐานสูงสุด
    • มาตรฐาน API สำหรับน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จะมีอักษรนำหน้าว่า C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION IGNITION) เริ่มจากมาตรฐาน CA – CB จนในปัจจุบันมาตรฐานสูงสุดของน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลคือ CI-4 หมายถึงกับใช้เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะครับ

      Q : ขอตัวอย่างการอ่านค่าเหล่านี้ด้วยครับ

      A : จากตัวอย่างชุดเลขข้างต้น SAE 5W-30 API SM/CF เราจะพบว่านี่เป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ มาตรฐานความหนืดรับรองโดยสถาบัน SAE โดยสามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข รับรองมาตรฐานโดยสถาบัน API ในการใช้กับเครื่องยนต์เบนซิล ในระดับ SM ส่วนถ้าใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลในระดับ CF ครับ